.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.

 

 

 

 

.

 

ไม่ได้แก้เลยจ้า

 

 

 

 

.

 

 

 

.

Fiction: จักรพรรดินี

Paring: YunJae (Mpreg, Period, Drama, Fantasy)

By: l-o-o-k-p-a-d

Note: เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ Lizetia สงครามนางสนม และพระชายาแต่อย่างใดนะคะ เพียงแต่อยู่ในซีรี่ย์เดียวกัน

Note2: กรุณาอย่าคาดหวังกับความสนุกเท่าๆเดิม หรือมากกว่าเดิม สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ ทุกอย่างมีสิ่งใหม่ๆเสมอ

Note3: ชื่อฟิคอาจมีการเปลี่ยนแปลง

 

 

 

จักรพรรดินี

 

3

 

“แจจุง.... เป็นอย่างไรบ้าง เจ็ดวันเชียวไม่ได้เจอหน้าเจ้า รู้หรือไม่ พี่ชายเจ้าสามวันแรกแทบกินสิ่งใดไม่ลงเชียวนะ ข้าน่ะต้องทั้งขู่ทั้งปลอบเชียว ทำราวกับเป็นเด็กๆ” เสียงแหบหวานส่งทักทายยาวเหยียด พี่สะใภ้ร่างเล็กตรงรี่เข้าสู่ตำหนักใหญ่เป็นอันดับสองของวังหลวงทันทีที่ผ่านพ้นเจ็ดวันที่หวงห้าม

“ไม่น่าเชื่อเลยนะ น้องตัวน้อยๆของยูชอนจะกลายเป็นโฉมงามล้ำค่า เป็นจักรพรรดินีแห่งชองจง” มือนิ่มจับจูงอีกคนออกเดิน

“แต่เจ้าดูซีดเซียวจัง แจจุง” สองร่างนั่งลงที่โต๊ะมุกตัวใหญ่ ตากลมเล็กรีมองตรงที่ใบหน้าของอีกคนที่เคยสดใสอยู่เสมอ “เป็นอะไรหรือเปล่า พี่ข้ารังแกเจ้าเหรอ” พี่สะใภ้ส่งเสียงขึงขัง พลางมองปราดไปทั่วทั้งตัวน้องสามี

“เจ็ดวันเจ้าดูผอมไปด้วยนะ รู้ตัวหรือไม่ เกิดอะไรขึ้น หน้าเจ้าก็ไม่สดใสดังก่อน แววตาเจ้าก็ไม่เหมือนเดิม มีใครรังแกเจ้า บอกข้ามา”

“มี.. มีแน่ๆ ว่าอย่างไร จีฮโย” เมื่อรู้ว่าเจ้าตัวไม่ตอบแน่ เป้าหมายของจุนซูจึงเป็นพี่เลี้ยงที่ยืนรอรับใช้อยู่ไม่ไกล

“ไม่มีอะไรหรอกพี่จุนซู คือ..แจจุงเพิ่งหายป่วยน่ะ”

“จริงเหรอ” ตากลมรี่ลง เหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “อย่าให้ข้าสืบเองนะ” นิ้วขาวชี้ไปที่ใบหน้าติดเศร้านั้น

“จริงซี่” ปากแกล้งยู่นิดหน่อยพอให้ดูสดใส “ถ้าพี่จุนซูไม่เชื่อ ก็ตามหมอหลวงมาถามได้” ไม่ได้โกหก ไม่ได้โกหกสักนิด แจจุงล้มป่วยลงจริงๆเมื่อหลายวันก่อน เพิ่งจะฟื้นตัวเมื่อไม่วานนี้เอง ด้วยทันทีที่กลับถึงตำหนักในวันนั้น ร่างบอบบางก็ทรุดลง

“แล้วพี่ข้าดีกับเจ้ามากหรือไม่แจจุง”

“ก็...เอ่อ...”

“ก็คงดีอยู่แล้วสินะ ทำเอาเสียเจ้าล้มป่วยขนาดนี้ ฮิฮิ” คนถามลอบหัวเราะคิกคัก คิดเองเออเองเสร็จสรรพ โดยไม่ทันได้มองสีหน้าของอีกคนที่เปลี่ยนไป

“เอาล่ะแจจุง วันนี้ข้ารีบเข้ามาก็เพราะคิดถึงเจ้า และก็...จะมาลาเจ้าด้วย”

“ลา..?”

“ใช่...ไม่คิดเลยว่าจะต้องลาเจ้าเร็วเช่นนี้ อย่างที่เจ้าเห็น ตอนนี้ข้ามาเยี่ยมเจ้าคนเดียว เพราะยูชอนไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท ชายแดนน่ะ..มีปัญหาอีกแล้วล่ะ”

“งั้นเหรอ”

“เราสองคนไม่อยากทิ้งเจ้าไปไหนเลย แต่ใครจะรู้ล่ะว่าพวกมันจะอาศัยช่วงที่เราเฉลิมฉลองเข้าปล้นจี้ชาวบ้าน เสด็จพี่เลยจะส่งยูชอนนำทัพไปจัดการให้ราบคาบไม่ปล่อยเอาไว้อีกแล้ว”

“...”

“อย่างไรก็ตามนะแจจุง เพื่อเป็นการล่ำลาเจ้า เย็นนี้ข้ากับยูชอนจะกินข้าวร่วมกับเจ้า จะอยู่กับเจ้าให้นานที่สุด และแม้ว่าข้ากับยูชอนจะไปอยู่ ณ ที่ไหนนะ เพียงแค่เจ้าเอ่ยปากเราก็พร้อมจะรีบเร่งมาหาเจ้าทันทีนะ”

“พี่จุนซู....”

“เจ้าจะไม่โดดเดี่ยวหรอก เชื่อข้าสิ”

 

.

.

.

“เจ้าจะไม่โดดเดี่ยวหรอก เชื่อข้าสิ” 

 

พี่จุนซู..แจจุงเชื่อพี่จุนซูอยู่แล้ว... แต่...ทำไมจนถึงตอนนี้ แจจุงถึงรู้สึกโดดเดี่ยวเหลือเกิน กว่าเจ็ดปีผ่านไปแล้ว แต่แจจุงก็เหมือนอยู่ติดที่เดิม ไม่ไปไหน ไม่ย้อนกลับและไม่ก้าวไปข้างหน้า

การสื่อสารกันทางจดหมาย มันไม่ได้ทำให้ความคิดถึงบ้าน คิดถึงความอบอุ่นระหว่างเราน้อยลงไปเลย การงานที่ยุ่งยาก ด้วยฝ่าบาททรงแบ่งการปกครองเมืองน้อยใหญ่ใกล้เขตตะวันตกของเราให้ท่านดูแลทำให้ท่านทั้งสองยุ่งยากนัก มันดูยากเหลือเกินที่เราจะได้พบกันอีก และก็ดูจะยากยิ่งกว่าที่จะบอกเล่าทุกอย่างในนี้ออกไป ตำแหน่งที่ดำรงอยู่ มันราวกับเป็นสิ่งที่ค้ำคอให้อดทน อดกลั้นกับทุกสิ่ง

ค่ำคืนที่ผ่านมาช่างเศร้าสร้อยและเหงาหงอยเหมือนเคย พิณที่บรรเลงเป็นเพื่อนยังเป็นเพลงเดิมๆ และเมื่อลืมตาตื่นมาแล้วทุกอย่างก็คงที่เช่นเดิมไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ทั้งโดดเดี่ยว...ทั้งเดียวดาย... ทั้งคิดถึงบ้านเป็นนักหนา แต่จะบอกออกไปอย่างไรได้ มีเพียงแต่จะทำให้อีกฝ่ายเป็นห่วงเสียเปล่าๆ ดังที่ตัวเองบอกจีฮโยเมื่อคืนนั่นแหละ

ทั้งหมดที่เกิดขค้นนั้นหรือ....

 

...เพราะข้าขลาดเขลา โง่ และขี้กลัวมากไปเอง...

 

แล้วปลายพู่กันเล็กที่จรดอยู่นานก็ลากเป็นเส้นลายตัวอักษร บอกเล่าเรื่องราวเล็กน้อยที่ผ่านเข้ามา ดอกไม้ที่เริ่มผลิบานแล้ว รูปภาพใหม่ที่ได้วาดเขียน งานบุญที่จัดขึ้น การรับพระสนมใหม่

ไม่มีจุดใดเลยที่จะบอกถึงความเหงาของตน...

แจจุงบรรจงพับกระดาษบางสีขาวที่ได้แต่งแต้มข้อความเรียบร้อยใส่ลงซองกระดาษสีขุ่นหนา โดยไม่ลืมหยิบถุงหอมที่ลงมือปักเองลงไปด้วย

 

“เมื่อไรเจ้าจะมีหลานให้ข้าอุ้มนะแจจุง ข้าอยากเห็นหน้าหลานเต็มทน”  

 

ประโยคข้อความที่เป็นของยูชอนติดตรึงในความคิด จมูกโด่งพ่นลมออกไล่ความฟุ้งซ่าน หลานหรือ..พี่ยูชอน จะมีอย่างไรได้ เมื่อแจจุงน้องของพี่ยังคงเป็นเด็กขี้แย และขี้ขลาดเช่นนี้

หากไม่นับงานพิธีสำคัญที่ต้องออกร่วมกัน ไม่เคยเลยที่แจจุงจะเข้าพบ หรือเจอยุนโฮ แม้ตำหนักที่พักจะห่างกันแค่รั้วเตี้ย และมีทางเล็กที่เชื่อมหา แต่...ทางนั้นก็ไม่เคยมีใครเดินหาสู่โดยไม่มีกิจใด

ดังนั้น แม้แต่กินข้าวร่วมกัน แจจุงก็ยังไม่เคย นับประสาอะไรกับการ...มีหลาน

 

ตาหวานซึ้งมองไปทางหน้าต่างบานใหญ่ ที่ทอดออกเห็นตำหนักตั้งอยู่ที่ใกล้กัน ใกล้..แต่ก็รู้สึกว่าไกลเหลือเกิน ยิ่งเวลาผ่านไป ก็ยิ่งรู้สึกว่าไกลออกไปเรื่อยๆ

 

มันก็เหมือนความขลาดกลัวบ้าๆของเขา ก็นับวันที่ผ่านก็ยิ่งขลาดและอายเกินจะสู้หน้า

 

แต่ร่างบอบบางนี้จะรู้ไหมนะ ว่าความกลัวที่เพิ่มพูน ความเศร้าซึมที่มากขึ้นนั้น มันก็กัดกินความสดใสในคราวเป็นอ๋องน้อยของตัวเองออกไปเสียหมด เหลือเพียงแต่จักรพรรดินีผู้แสนเศร้าและเก็บตัว

 

ทว่า...ก็ไม่ได้อ่อนแอ...

.

.

.

“เบื่อเสียงจริง! ข้าจักต้องกินไอ้ยานี่ไปอีกนานเท่าใดกัน” ร่างอรชรของพระสนมที่โปรดปรานเป็นอันดับต้นๆ กระแทกตัวลงกับเก้าอี้บุนวมตัวใหญ่

“กฎบ้าบอ” พระสนมผู้นั้นกำมือกระแทกลงที่โต๊ะข้าง “ตราบใดที่จักรพรรดินีไม่มีพระประสูติการ ไม่ว่าสนมใดก็ห้ามท้อง”

“แล้วจะประสูติการยังไงล่ะ ข้าไม่เคยเห็นทรงเสด็จไปหา หรือจักรพรริดินีผู้สูงส่งนั่นมาถวายงาน”

“พระสนม... จะโมโหทำไมล่ะเพคะ ถึงพระสนมไม่ทรงพระครรภ์ ก็ไม่ได้หมายความว่า พระสนมคนอื่นๆจะท้องได้นี่เพคะ ไม่ว่าใคร ต่างก็ต้องกินยานั่นหลังถวายงานฝ่าบาททั้งนั้น” นางกำนัลคนสนิทกล่าวปลอบ นางหมายถึงยาโบราณขมเฝื่อน ที่นางกำนัลผู้เฒ่าจักนำมาให้เสมอหลังสนมคนใดขึ้นถวายงาน และก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ด้วย ตัวอย่างง่ายๆก็สนมฮยอนซองเมื่อสองปีก่อน ที่ริอ่านปฏิเสธ แต่ก็ถูกจับกรอกปาก และถูกย้ายออกไปอยู่ ณ ตำหนักเย็น โดยไม่มีใครช่วยได้ แม้แต่จักรพรรดินีผู้มีหน้าที่ดูแลฝ่ายใน เพราะพระสนมโชคร้ายคนนั้นทำผิดกฎที่มีมาแต่โบราณ จักรพรรดินีผู้อ่อนโยนได้แต่เพียงส่งข้าวของอำนวยความสะดวกตามสมควร

“ฮึ้ย เบื่อจริงๆเลย ไม่รู้ว่ามันจะเชิดหน้าเชิดตา ทำตัวสูงส่งไปอีกนานแค่ไหน เป็นน้องปาอ๋องแล้วอย่างไร เป็นคนที่จักรพรรดิพระองค์ก่อนหมั้นหมายแล้วอย่างไร แต่ในคืนร่วมหอ ฝ่าบาทก็ร้องหาข้ามิใช่หรือ ข้าล่ะหมั่นไส้มัน ไม่สิ เกลียดมันเสียจริง”

“พระสนม... เบาๆเพคะ”

“หึ สักวันเถอะ ข้าจะโค่นมันลงมาให้ได้ ข้าก็เป็นถึงหลานเสนาบดีใหญ่มิแพ้พี่มันเช่นกัน”

.

.

.

ตาโตก้มอ่านรายงานที่จดบันทึกการถวายงานของฝ่ายใน แววตาดำขลับลึกล้ำไล่มองตั้งแต่ต้นจรดปลายเดือนพบว่ามีการจับจองเต็มจนเกือบหมด เหลือเว้นว่างเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ใช่วันใกล้ๆนี้นัก มือขาวพับรายงานบุผ้าแพรปักนั่นลงพลางส่งให้นางกำนัลที่รับใช้อยู่ใกล้ๆ

งานตรวจตราการถวายงานของเหล่าพระสนมที่จะต้องจัดถวายแด่องค์จักรพรรดิ ในทุกค่ำคืนก็เป็นอีกงานหนึ่งของผู้ดูแลฝ่ายในอย่างเขา จัดหาให้ปรนนิบัติรับใช้ตั้งแต่ทรงเสวยพระกระยาหาร จวบจนรุ่งสางของวันซึ่งระหว่างนั้นการณ์จะเป็นไปเช่นไรก็ต้องแล้วแต่พระวินิจฉัยของฝ่าบาท

การจัดเวรจะขึ้นกับความสมัครใจของพระสนมแต่ละนาง แน่ล่ะว่าต้องมีการชิงดีชิงเด่นแก่งแย่งการเข้าถวายงาน ซึ่งข้อนี้ก็ต้องทำให้คนที่อยากอยู่เงียบๆเช่นเขาต้องออกโรงตัดสิน กำหนดชะตากรรมให้พระสนมแต่ละคนบ้าง แต่ก็ใช่ที่ว่าเขาจะมีอำนาจในการตัดสินใจส่งใครไปเสียคนเดียวไม่ หากฝ่าบาททรงมีคำสั่งลงมาว่าต้องการผู้ใดในค่ำคืนนั้นแล้ว บุคคลอื่นที่แต่แรกมีรายชื่อไว้ล่วงก่อนแล้วก็ต้องเป็นอันถูกถอดออกไป

 

แต่หลายปีผ่านแล้ว ในใบหมายกำหนดการนั้นไม่เคยมีชื่อจักรพรรดินี

และเฉกกัน หลายปีผ่านแล้วก็ไม่เคยมีครั้งใดที่ฝ่าบาททรงเรียกหาจักรพรรดินี

 

 

“หลบไปนะ!” เสียงแหลมดังขึ้นราวๆหน้าพระตำหนัก

“บอกให้หลบไปไง ข้าจะขอเฝ้าจักรพรรดินี”

“ให้พระสนมเข้ามาเถอะ” ร่างงดงามในชุดเรียบง่ายลุกขึ้นจากโต๊ะเขียนหนังสือ ก้าวยาวๆเข้ามาในส่วนรับรองซึ่งคงอีกไม่นานนักเจ้าของเสียงดังนั้นคงโผล่ออกมาให้เห็น

 

แล้วนั่นอย่างไร ไม่ทันทีแจจุงจะนั่งลงได้เรียบร้อยดี เจ้าของเสียงก็พาร่างสวยงามสมวัยของตนเข้ามายอบกายทำความเคารพ

“ถวายพระพรเพคะ หม่อมฉันซูยอง” เป็นพระสนมซูยองนั่นเอง

“มีอะไรหรือ มาหาเราแต่เช้า” เสียงหวานของแจจุงตอบรับเบาๆ หากแต่ก็ดูทรงแห่งอำนาจที่มองไม่เห็น

“หม่อมฉันมาขอความเป็นธรรมเพคะ”

“เรื่องอะไรหรือ”

“เมื่อคืนนี้พระสนมเอกอาราทรงแย่งฝ่าบาทไปจากหม่อมฉันเพคะ” ร่างงดงามพรั่งพรู “ทั้งๆที่เมื่อคืนเป็นเวรของหม่อมฉันตามหมายกำหนดการ ตราหยกก็อยู่ในมือหม่อมฉันแล้ว” สนมซูยองกล่าวถึงตราหยกสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้ถวายงานในค่ำคืนนั้นจะต้องถือไปประทับที่หน้าห้องพระบรรทม อันหมายถึงการเริ่มถวายงานของเหล่าฝ่ายใน “แต่พระสนมเอกอารากลับมาใช้อำนาจบาตรใหญ่แย่งไปจากหม่อมฉันเพคะ ทรงอ้างว่าฝ่าบาทเรียกหา แต่..จะเรียกหาได้อย่างใดเพคะ ในเมื่อตราหยกอยู่ที่หม่อมฉันแท้ๆ”

“....”

“พระองค์ต้องให้ความเป็นธรรมกับหม่อมฉันนะเพคะ พระองค์เป็นประมุขฝ่ายใน พระสนมเอกทำผิดกฎเช่นนี้ สมควรได้รับการลงโทษเพคะ”

“เจ้าแน่ใจนะว่าทุกอย่างที่เจ้าพูดเป็นความจริง” ตากลมโตเค้นมองคนที่ยอมกายนั่งอยู่ตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์

“เพคะ พระองค์ทรงเรียกมหาดเล็กหรือนางกำนัลคนไหนมาถามก็ได้ พระสนมเอกน่ะ ทำเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว ทรงเห็นว่าตนเป็นถึงพระธิดาแคว้นใหญ่ บารมีมากนัก ที่..ที่แม้แต่พระองค์ก็สู้มิได้เพคะ”

“เอาล่ะๆ ไม่ต้องพูดให้มากความ จีฮโย” แจจุงหันไปหาพระพี่เลี้ยงที่อยู่ข้างกาย แล้วโน้มตัวกระซิบบางอย่าง

“เจ้าไม่ต้องกลัว หากสิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริงเราจะให้ความยุติธรรมกับเจ้าเอง” แจจุงหันหลับมาพูดกับซูยองเบาๆ ขณะที่ตากลมโตมองตามร่างของพระพี่เลี้ยงที่ออกไปหาความจริงมาให้ตน

.

.

เสื้อผ้าแพรพรรณบ่งบอกฐานะที่สูงส่งถูกสวมคลุม หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้วก็ไม่เห็นวี่แววของพระสนมเอกที่ถูกเชิญให้เข้ามาเฝ้า ร่างงามอรชรในชุดผ้าปักลายหงส์เหินจึงต้องมาหยุดที่หน้าตำหนักใหญ่แห่งพระสนมเอกเสียเอง

การขัดคำสั่งจักรพรรดินีนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่แจจุงก็ไม่ได้ใจร้ายพอกับคนที่ ‘อ้าง’ ว่าตนเอ