.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.

 

 

 

 

 

 

ไม่ได้แก้อยู่ดีจ้า อินี่ขี้เกียจจ้า

 

 

 

 

 

 

.

 

 

.

 

Fiction: จักรพรรดินี

Paring: YunJae (Mpreg, Period, Drama, Fantasy)

By: l-o-o-k-p-a-d

Note: เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ Lizetia สงครามนางสนม และพระชายาแต่อย่างใดนะคะ เพียงแต่อยู่ในซีรี่ย์เดียวกัน

Note2: กรุณาอย่าคาดหวังกับความสนุกเท่าๆเดิม หรือมากกว่าเดิม สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ ทุกอย่างมีสิ่งใหม่ๆเสมอ

Note3: ชื่อฟิคอาจมีการเปลี่ยนแปลง

 

 

 

 

จักรพรรดินี

 

4

 

ทั้งที่ในวันหนึ่งๆ จะมีเวลามีชั่วยามเท่ากันแต่กับระยะนี้นั้นแจจุงกลับรู้สึกว่ามันผันผ่านไปรวดเร็วยิ่งนัก เพียงชั่วขณะเดียวในความคิด เวลาก็กระโดดมาเป็นวันที่เขามีรายชื่อตราอยู่ในสมุดรายงานการถวายตัว

เจ้าของเรือนร่างบอบบางพยายามกล่อมสติของตัวเองด้วยการกรีดนิ้วลงบนพิณตัวโปรด แต่ดูยากเหลือเกินกับการที่ต้องควบคุมไม่ให้หัวใจลอยละล่อง

 

“องค์ชาย...ท่านพ่อบอกแจจุงว่า โตไปแจจุงต้องแต่งงานกับองค์ชายเหรอ”

“อืม”

“แล้วการแต่งงานคืออะไรล่ะ แจจุงไม่รู้จัก”

“การแต่งงานก็คือการที่คนได้อยู่ร่วมกัน มีความสุขด้วยกัน มีความรักให้กันและกันจนแก่เฒ่าไง เจ้ามิรู้หรือ”

“มีความรักให้กันงั้นเหรอ รัก...งั้นเหรอ...งั้นองค์ชายจะรักแจจุงใช่ไหม ถ้าเราแต่งงานกันน่ะ”

“....”

 

ไม่มีคำตอบจากองค์ชายที่ตัวโตกว่าตรงหน้า องค์ชายน้อยในชุดแดงวัยสิบสองเพียงแต่มองผู้ที่ถามนิ่งนาน อ๋องตัวน้อยในชุดสีส้มอ่อนยังไร้เดียงสายิ่งนัก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่คนสองคนเจอกันเมื่อองค์ชายรัชทายาททรงติดตามเสด็จพ่อของพระองค์เสด็จประพาสทางตะวันตก

“ว่าอย่างไรล่ะ องค์ชายต้องรักแจจุงใช่ไหมเมื่อเราแต่งงานกันน่ะ ส่วนแจจุง.. แจจุงก็จะรักองค์ชายนะ”

“เจ้าพูดคำว่ารักได้ง่ายเช่นนั้นเชียว?”

“ก็แจจุงไม่รู้นี่นา แต่องค์ชายก็จะรักแจจุงเหมือนกันใช่ไหมล่ะ ถ้าเราได้แต่งงานกันน่ะ”

“...”

และยังคงไม่มีคำตอบจากอีกฝ่าย มีเพียงสายตาคมปลาบจากคนตัวโตกว่าที่มองกลับมาสักพัก แล้วเดินจากไป...

 

 

ใบหน้าใสอมยิ้มเฝื่อนๆ เมื่อนึกถึงความหลังครั้งเก่า ไม่เห็นจะต้องหาคำตอบใด คำตอบของคำถามเมื่อครั้งยังเด็กได้รับคำตอบแล้วในคืนแต่งงาน การแต่งงานหาใช่ต้องเกิดจากความรัก หรือมีความรักเป็นพื้นฐาน ที่องค์ชายองค์นั้นพูดคงหมายถึงความรักของคนทั่วไปหาใช่กษัตริย์สินะ และที่พระองค์เดินจากไปโดยไม่ตอบคำถาม ก็คงเพราะไม่รู้จะตอบคำใด ในเมื่อทุกสิ่งอย่างถูกลิขิตให้แล้ว เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาทั้งสองก็ต้องแต่งงานกัน ไม่ว่าจะรักหรือไม่รักก็คงไม่มีความหมายใด

แต่ก็น่าแปลก ขณะที่องค์ชายพระองค์นั้นจิตใจคงนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง ซ้ำยังเฉยชาและมีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดูร้าย แต่กับอ๋องตัวน้อยๆ กลับเติบโตมาพร้อมกับความอบอุ่นสดใส พร้อมกับความคิดที่ฝังลึกว่าให้จงรักและภักดีกับองค์ชายพระองค์นั้นจนสุดชีวิต

นิ้วเรียวหยุดกรีดลงบนเส้นสายที่ขึงตึง จมูกโด่งสวยพ่นลมหายใจออกแรงคล้ายจะละทิ้งความคิดเก่าๆ วันนี้ คืนนี้แล้วมิใช่หรือที่จะได้เริ่มต้นใหม่ หากพระองค์ไม่รัก และไม่คิดจะรัก มันคงไม่ผิดกระมังที่คนที่รักคนนี้จะทำให้พระองค์หันมารัก หรือคิดจะรักขึ้นมาบ้าง... สักนิด...

.

.

.

“พระสนม... พระสนมเพคะ ไม่อยากจะเชื่อ ไม่อยากจะเชื่อเพคะ..” เสียงดังลั่นจากนางกำนัลคนสนิทแล่นเข้าโสตประสาท ก่อนที่ตัวของนางผู้นั้นจะถลันเข้ามาภายในห้องนอน อันมีหญิงสาวสวยสะกำลังใช้น้ำมันหอมชั้นดีนวดถูตามร่างกาย

“ไม่อยากจะเชื่ออันใดเล่า ฮวายอง” พระสนมผู้งดงามวางขวดแก้วบรรจุน้ำมันในมือลง

“ก็เรื่องที่ไม่น่าเชื่ออย่างไรเพคะ คือ..คือ.. ชื่อ..ชื่อการถวายตัวคืนนี้น่ะเพคะ เป็น เป็น... โอ๊ย ไม่อยากจะเชื่อเพคะ พระสนมต้องไม่เชื่อเหมือนหม่อมฉันแน่ๆ”

“เล่นลิ้นจริง รีบพูดมา ไอ้ไม่อยากจะเชื่อ ไม่อยากจะเชื่อของเจ้า จักทำให้ข้าคิดว่าผู้ถวายตัวเป็นจักรพรรดินีผู้โง่เขลาคนนั้นแล้วนะ” พระสนมมิยองคนงามสะบัดใบหน้าหนีนางกำนัลคนโปรด มือเรียวจัดแต่งทรงผมของตนเล็กน้อยพลางกล่าวต่อ “หากเป็นเช่นนั้น ฟ้าคงถล่มตาย อยู่เหี่ยวแห้งเย่อหยิ่งทั้งฝ่าบาทไม่เหลียวแลมานานหลายปีขนาดนั้น ฮึ”

“ก็ถ้าอย่างนั้นฟ้าของพระสนมคงจะต้องถล่มแล้วเพคะ”

“อย่างใดนะ!”

“เป็นองค์จักรพรรดินีเพคะ ฟ้าถล่มแน่ๆเพคะคืนนี้ รายชื่อการถวายตัวคืนนี้น่ะ เป็นจักรพรริดินีมิผิดเพคะ หม่อมฉันเห็นสมุดนั้นกับตาเพคะ"

“ข้าไม่อยากจะเชื่อ เป็นไปได้อย่างไรกับคนขี้ขลาดอย่างมันเนี่ยนะ!”

“แต่ก็เป็นไปแล้วล่ะเพคะ จะทรงทำอย่างไรเพคะ”

“ข้าจะทำอย่างไรได้ มันเป็นถึงประมุขฝ่ายใน ข้ามีสิทธิ์ไปห้ามได้งั้นรึ แต่...ถ้าปล่อยไป..หากฝ่าบาทติดใจมัน หรือ... มันติดใจฝ่าบาทขึ้นมา....อา..” แน่ล่ะ ไม่ว่าสนมนางไหนต่างติดใจในรสรักของฝ่าบาททั้งนั้น แล้ว...ถ้าหากมัน....ไม่ได้การแล้วล่ะ มันทั้งสวย ทั้งงาม ทั้งยังเป็นถึงจักรพรรดินีควรคู่ฝ่าบาท หากทั้งสองชมชอบซึ่งกันและกัน หรือมันเกิดติดใจ...แล้วข้า...ข้าล่ะ?

 

ไม่ได้..ยอมไม่ได้..

แม้นจะเกี่ยวเนื่องเรื่องรัชทายาท แต่..ครั้งเดียวก็เกินพอ!!

ข้าต้องทำอะไรอสักอย่าง!



"เจ้าสนิทกับนางกำนัลห้องเครื่องใช่หรือไม่” นิ่งไปสักพัก สุดท้ายหนึ่งในพระสนมคนโปรดของฝ่าบาทก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ “ข้าจำได้ว่าเจ้ากับนางกำนัลห้องเครื่องของฝ่าบาทเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เล็ก”

“เพคะ”

“ดี” พระนางลุกขึ้นจากโต๊ะพระสอางค์ ไปหยิบขวดกระเบื้องใบเล็กที่ซุกซ่อนอยู่ในช่องลับปลายเตียง ก่อนเดินกลับมา

“เจ้าจงนำสิ่งนี้ให้นางกำนัลเพื่อนบ้านของเจ้าคนนั้นผสมในอาหารให้ฝ่าบาท หึ ไม่ต้องกลัว... มันหาได้เป็นยาพิษไม่ ข้าเห็นว่าครานี้จะเป็นคืนแรกของจักรพรรดินีผู้สูงส่ง ซ้ำยังทรงเสนอชื่อพระองค์เองด้วยเช่นนี้ ข้าผู้เมตตาก็อยากจะสงเคราะห์พระองค์ให้สุขสมถึงใจอย่างไรเล่า" ใบหน้าสวยคมฉ่ำด้วยเครื่องสำอางชั้นดีปรายสายตาดูนางกำนัลคนสนิทโดยที่ริมฝีปากแดงสีชาดยกยิ้มมาดหมาย แล้วส่งขวดกระเบื้องนั้นแก่นางกำนัล

"ฮวายองเอ๋ย คืนนี้องค์จักรพรรดินีของเจ้าน่ะ คงสุขสมจากฝ่าบาทจนกระอักตายแน่"

.

.

ล่วงเข้าสายัณห์ เรือนร่างขาวเนียนบอบบางของผู้ที่งามเลิศสมกับตำแหน่งประมุขของเหล่ามวลบุปผาแห่งองค์พระจักรพรรดิกำลังเหม่อมองผ่านหน้าต่างบานใหญ่กว้างออกไป.. ผ่านสระบัวแสนสวยพิสุทธิ์ที่ชูดอกงามสมบูรณ์ ผ่านไปยังตำหนักใหญ่ที่ตั้งเคียงข้าง

มื้ออาหารค่ำที่จัดแต่งอย่างสวยงามทั้งยังรสเลิศแทบไม่มีร่องรอยแห่งการแตะต้อง ไม่ปฎิเสธว่ากำลังรู้สึกตื่นเต้น ไม่ปฏิเสธอีกด้วยว่ามันมาพร้อมกับความหวาดกลัว จนแม้ลมเย็นในห้วงปลายฤดูหนาวใกล้จะใบไม้ผลิในช่วงนี้ที่กระทบผิวกายที่สวมเพียงแพรพรรณเนื้อดีทว่าบางพลิ้วนั้น ก็ดูไร้ซึ่งความรู้สึกใด

 

“อย่าได้กลัว สวรรค์จะอยู่เคียงข้างเจ้า น้องพี่”

 

จริงสินะ สวรรค์ คงต้องอยู่เคียงข้างข้า...

 

“พระองค์เพคะ ใกล้ถึงเวลาแล้ว จะทรงสรงน้ำสักหน่อยหรือไม่” จีฮโยพระพี่เลี้ยงส่งเสียงทักเบาๆ ทรงยืนอยู่ตรงนี้นานแล้ว แม้ไม่ใช่กลางฤดูหนาว แต่ทรงสวมเพียงเท่านี้ กระแสลมอาจทำร้ายร่างกายแสนบอบบางของนายผู้เป็นที่รักของตนได้ “น่าจะทรงสรงน้ำอุ่นสักหน่อยนะเพคะ ตรงนี้เย็นนัก เดี๋ยวจะไม่สบาย” นางรู้ดีว่าเจ้านายของตนยังมีเวลาจะตระเตรียมอะไรได้อีกไม่น้อยนัก เพราะได้ทรงปฏิเสธการร่วมเสวย และถวายการปรนนิบัติระหว่างที่ฝ่าบาทเสวยพระกระยาหารไปแล้ว ด้วยตำแหน่งที่สูงส่งของพระองค์ ที่จะมีสิทธิ์เลือกที่มากกว่า

 

เลือก... ที่จะไม่ไขว่คว้า เพื่อมิให้พลาดทุกห้วงโอกาสเหมือนสนมคนอื่นๆ

“เช่นนั้นก็ได้ พี่จีฮโย”

.

.

.

นางกำนัลสามคู่ที่ถือโคมนำก้มหน้าลงต่ำ พวกนางทั้งหกกำลังเดินนำหน้าบุคคลแสนสูงศักดิ์ในชุดทรงสีขาวปักทองคลุมด้วยเสื้ออุ่นนิ่มขนจิ้งจอกขาว ร่มหนาคันใหญ่ถูกกางกั้นตามอิศยศักดิ์ ใบหน้าหวานใสก้มลงเล็กน้อยมองเพียงหนทางข้างหน้าสามก้าว แต่ก็ดูแผ่ด้วยอำนาจแปลกประหลาดที่มองไม่เห็น ตามติดพระองค์ไม่ห่างนักเป็นพระพี่เลี้ยงคนสนิท และถัดมาด้วยนางกำนัลและมหาดเล็กอีกห้าคู่

มีเพียงเสียงก้าวเท้าเงียบเชียบและเสียงลมหวีดหวิวเพียงเท่านั้นเป็นเพื่อนร่วมทาง แล้วขบวนแห่งความงดงามเป็นที่สุดของพระราชวังก็เคลื่อนผ่านสวนสวยจัดแต่งประณีต และรั้วเตี้ยที่กั้นระหว่างอาณาบริเวณ จวบจนเคลื่อนมายังจุดหมายปลายทาง อันเป็นพระตำหนักใหญ่ พระตำหนักหลักแห่งองค์พระจักรพรรดิ

ประตูใหญ่เปิดออกอย่างรู้งาน มหาดเล็กนับสิบทั้งนางกำนัลไม่ใช่น้อยโค้งตัวต่ำถอยเท้าหลีกทางต้อนรับ มิมีใครพูดคำใด ด้วยรู้การณ์แห่งกาลอยู่ก่อนแล้ว ขบวนแห่งผู้มีกลิ่นหอมดังบุปผาสวรรค์ทำเพียงเคลื่อนผ่านเข้ามาเรื่อยๆ จนสุดทางที่ควรจะมีบุคคลร่วมขบวน

วันนี้คืนนี้มิใช่คืนก่อนเก่าเมื่อเจ็ดปีก่อนนั้นแล้ว ดวงตากลมโตสุกสกาวมองไม่เห็นถึงม่านมังกรเกี้ยวหงส์ดังเคยแลทั้งไม่เห็นมหาดเล็กนางกำนัลผู้เฒ่าที่เคยระแวง มือขาวรับเอาตราหยกจากมือพระพี่เลี้ยง ปากอิ่มแดงเม้มน้อยๆขณะรับตราหนาหนักนั้น

 

ไม่มีอะไรต้องหนักใจอีกแล้ว

ตัดสินใจแล้ว

จะไม่...หันกลับ

จะไม่...เหมือนเดิมอีก

 

แขนงามออกแรงยกตรานั้นประทับลงกระดาษสาที่มหาดเล็กทูลถวาย กระดาษที่บ่งบอกถึงห้วงเวลาแห่งการถวายตัว กระดาษ.. ที่จะปิดที่บานประตูทั้งสองของห้องพระบรรทมจนกว่าจะรุ่งเช้า

เรียวขางามก้าวเข้าสู่ภายในห้องอุ่นสะอาด สองเท้าก้าวออกไม่ได้รวดเร็วนักด้วยใจมีความลังเลแต่กระนั้นก็ไม่ได้ถอยกลับ เสื้อคลุมขนจิ้งจอกที่สวมกันความหนาวเย็นระหว่างทางถูกถอดออกไปแล้ว กายนุ่มเนียนเหลือเพียงชุดทรงสีขาวปักทองที่คาดรัดเอวคอดกิ่วด้วยเส้นไหมถักทอพร้อมเส้นเงิน

หัวใจกำลังเต้นรัวแรง มือขาวที่กุมกันไว้เองชื้นไปด้วยเหงื่อ ปากอิ่มสีแดงเม้มเข้าหากัน

 

กลัว..ไม่ใช่ไม่กลัว

อยากหนี...ไม่ใช่ไม่อยาก

แต่หากตัดสินใจแล้ว...ครานี้ จะไม่ถอย


                “มาแล้วหรือ จักรพรรดินีของข้า”  

 

เมื่อเท้าย่างพาเจ้าของมาถึงกึ่งกลางห้องบรรทมกว้างใหญ่ สุรเสียงของเจ้าแห่งชีวิตก็ดังทุ้มกังวาน ใบหน้าสวยหมดจดหันไปหาเสียงนั้น พระองค์อยู่ตรงนั้นแล้ว ร่างกำยำของฝ่าบาทกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอน สำราญพระอิริยาบถอยู่บนแท่นบรรมใหญ่ ทรงฉลองพระองค์เพียงชุดคลุมสีดำปักทอง มันรัดทบกันเพียงหมิ่นเหม่ ท่อนบนจึ่งเผยหน้าอกกว้างของพระองค์ให้เห็นรำไรชวนให้ลืมสูดลมหายใจ

 

“ในที่สุดเจ้าก็เป็นฝ่ายมาหาข้า หึ” เสียงทุ้มทรงอำนาจดังทักทายต่อไป ขณะที่อีกคนย่อกายลงเล็กน้อยถวายความเคารพ “ในที่สุดเจ้าก็พร้อมจะมอบกายให้แก่ข้า ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆว่าคนเย่อหยิ่งอย่างเจ้าในวันนั้น จะเป็นฝ่ายเสนอตัวเข้ามาหาข้าเองในวันนี้ ต้องขอบใจซูยองกับอาราสินะ” ทรงหยิบลูกพลับแห้งที่คงยังเหลือเป็นบ้างส่วนในพระกระยาหารค่ำขึ้นมาเสวยเล่น

 

 

“มาสิแจจุง ปลดเปลื้องสิ่งรกตาบนกายของเจ้าแล้วขึ้นมาหาข้า” 

 

 

แจจุงพยายามไม่คิดว่าคำสั่งนั้นดูแปลกประหลาด ด้วยคิดอยู่แล้วว่าพระองค์จะต้องทรงประชดประชันอยู่บ้างเป็นแน่ ตากลมโตกระพริบเบาหนึ่งครั้งคล้ายกับเป็นสัญญาณแห่งการตัดสินใจ

 

ไม่ถอยกลับ...เช่นใดก็จะไม่ถอย

 

ไม่ช้านัก มือเคลื่อนขึ้นจับที่ผมดำขลับที่ถูกพระพี่เลี้ยงรวบไว้ด้วยเส้นไหม นิ้วเรียวออกแรงดึงเส้นไหมนั้น ปล่