.

 

 

 

 

 

.

 

 

 

 

 

.

 

 

 

 

เนื้อหาไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยจ้า ลบไปทำไมวะ ไม่ได้แก้อะไรเลยจ้า ขี้เกียจจ้า

 

 

 

 

 

 

.

 

 

 

 

.


Fiction: จักรพรรดินี

Paring: YunJae (Mpreg, Period, Drama, Fantasy)

By: l-o-o-k-p-a-d

Note: เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ Lizetia สงครามนางสนม และพระชายาแต่อย่างใดนะคะ เพียงแต่อยู่ในซีรี่ย์เดียวกัน

Note2: กรุณาอย่าคาดหวังกับความสนุกเท่าๆเดิม หรือมากกว่าเดิม สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ ทุกอย่างมีสิ่งใหม่ๆเสมอ

Note3: ชื่อฟิคอาจมีการเปลี่ยนแปลง

 

 

 

จักรพรรดินี

 

 

5

 

 

สองร่างเปลือยเปล่านอนเคียงคู่ หนึ่งร่างนั้นโอบกอดประคองอีกหนึ่งอย่างหวงแหน ความหอมเย้ายวนยังลอยอวลทั่วห้อง รสรักหวานเพิ่งหยุดเมื่อก่อนรุ่งสาง แม้อีกฝ่ายจะหมดสติหลับใหลไปแล้วแต่เจ้าของใบหน้าคมก็ไม่สามารถหยุดยั้งตัวเองให้หยุดทำรักกับอีกฝ่ายลงได้ ก่อนหลับไปด้วยกันจึงได้แต่พรมจูบแสดงความเสียใจทั้งห่วงใยและขอโทษร่างแน่นิ่งนั้นแผ่วเบาทั่วร่าง

ทว่า...ความร้อนผิดปกติกำลังรบกวนการนอนหลับสนิทของคนโครงร่างสูงใหญ่ ลำตัวเรียบเนียนเปล่าเปลือยที่เขาตะคองกอดอยู่กำลังปล่อยไอระอุ พิษไข้กำลังเล่นงานเขาผู้นั้น ปากอิ่มสีแดงจัดแห้งผาก ใบหน้าหวานสวยแสดงสีซีดผิดปกติธรรมดา

“แจจุง...แจจุง” เสียงทุ้มนุ่มกระซิบเรียกเบาๆที่ข้างใบหูขาว หลังมือหยาบถูกยกขึ้นอังหน้าผากนั้น

 

เป็นไข้มิผิดแน่

 

ร่างสูงถอนหายใจหนักหน่วง แน่นอนว่าเขารู้ว่าคนตรงหน้าเป็นไข้เช่นนี้เพราะเหตุใด ตาคมปราดมองสภาพของแท่นบรรทมที่ใช้นอนและตักตวงความสุขตลอดคืน คราบใคร่แห่งความหลงใหลและตัณหาเปื้อนเปรอะไปทั่ว ยังไม่นับรวมกับคราบเลือดที่แห้งไปแล้ว ซึ่งไม่ต้องบอกเลยว่ามาจากไหนและเป็นของผู้ใด ใบหน้าคมสันหล่อเหลาถูกเจ้าของลูบลงหนักๆ เมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก่อน เขาทำอะไรลงไปบ้าง รุนแรงแค่ไหน หนักหน่วงเท่าใด

และคงไม่ต้องถามและไม่ต้องคิดให้มาก หากหันไปมองร่างเปลือยขาวซีดที่นอนงอขดกลม สภาพร่างกายดูเพียงผิวเผินก็รู้แก่ใจดีว่าบอบช้ำมากมายแค่ไหน เรือนร่างปรากฏจ้ำเขียวช้ำ สลับกับรอยจูบขึ้นริ้วแดงเกิดขึ้นถ้วนทั่ว

“ข้าขอโทษแจจุง” จักรพรรดิหนุ่มกล่าวมันขึ้นอีกครั้ง กล่าว..ทั้งๆที่ยอมรับกับใจตนเลยว่า แม้จะเสียใจที่ทำให้ร่างเล็กๆนี้เจ็บปวด แต่กับตัวเขาเองนั้นกลับมีความสุขมากมายแค่ไหนกับการตักตวงความหอมหวานจากเรือนร่างล้ำค่าร่างนี้

พระหัตถ์หยาบตวัดแพรต่วนเนื้อละเอียดขึ้นคลุมร่างขาวนั้นอย่างเบามือ ก่อนลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมของตนแล้วเดินออกห่างไป

.

.

.

ประตูหนาหนักสลักลายสัญลักษณ์แห่งจักรพรรดิอันเป็นส่วนกั้นขวางระหว่างห้องโถงใหญ่รับรองส่วนในกับห้องพระบรรทม ด้านหน้านั้นมีเหล่านางกำนัลและมหาดเล็กจำนวนไม่น้อยกำลังโค้งตัวรอรับคำสั่ง และรอคอยเวลาการเข้าปรนนิบัติ

ตามปกติแล้ว ไม่ว่านางสนมใดเข้าถวายงานในคืนไหน สนมนางนั้นจักต้องออกจากห้องบรรทมก่อนรุ่งสางเสมอ หากแม้นจะมีปรากฏการณ์ที่พระสนมบางพระองค์อาจเสร็จจากการถวายงานและออกจากห้องพระบรรทมช้าไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีพระองค์ใด สายจนดวงอาทิตย์ใกล้จะตรงกับศีรษะเช่นนี้

 

“เจ้าเองหรือจีฮโย”

 

และ...ไม่เคยมีครั้งใดที่ฝ่าบาทจะเสด็จออกมาก่อนดังครั้งนี้

 

“ถวายพระพรฝ่าบาท”

 

บานประตูที่ปิดทับด้วยกระดาษสาประทับตราเมื่อคืนก่อนนั้นถูกเปิดออกพร้อมๆกับเสียงและพระวรกายสูงใหญ่ที่ยังสวมฉลองพระองค์คลุมไม่เรียบร้อย ดูอย่างไรก็ให้ทราบได้ว่ายังมิได้สรงน้ำหรือผลัดเปลี่ยนสิ่งใดเลย นอกเสียจากพึ่งจะลงเสียจากแท่นบรรทม

“ไม่ต้องมากพิธี” เสียงทรงอำนาจตรัสสั้นๆ ก่อนจะทรงเอียงพระวรกายเล็กน้อยขนาดเพียงคนตัวเล็กๆแทรกเข้าไปได้

“เจ้า ไปดูนายของเจ้า” ทรงรับสั่งกับจีฮโย “ส่วนเจ้าไปตามหมอหลวง” ทรงหันไปรับสั่งกับมหาดเล็กอีกคน “ส่วนเจ้าไปตามเจ้ากรมมหาดเล็กฮงมาหาเรา และสุดท้ายเจ้าไปบอกราชเลขาว่าเราเลื่อนการประชุมไปตอนบ่าย”

.

.

.

เรือนร่างสวยหวานยังคงหลับใหล ใบหน้าเรียวดูมีสีเลือดขึ้นมาบ้าง ลำตัวที่เคยเหนอะหนะและเปลือยเปล่าถูกทำความสะอาดจนเรียบร้อยและสวมใส่ชุดเบาสบายทว่างดงาม

 เคียงข้างร่างบอบบางที่นอนหลับใหลนั้นมีพระพี่เลี้ยงคนสนิทที่อยู่ดูแลไม่ห่าง นางเป็นเพียงคนเดียวที่ดูแลและจัดแต่งร่างกาย ด้วยทั้งเต็มใจทำและเพราะทั้งรับสั่งของฝ่าบาท ราวกับทั้งสองรู้ว่าผู้งดงามตรงนี้นั้นจะเขินอายเพียงใดหากสภาพร่างกายเช่นนั้นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนอื่นๆ

มินานนักเปลือกตาสีน้ำนมก็เปิดออก ดวงตากลมโตมองลวดลายเขียนละเอียดยิบบนเพดานครู่หนึ่งก่อนจะปรับสายตาได้ พร้อมๆกับใบหน้าของใครอีกครั้งแทรกซ้อนเข้ามา

“พี่จีฮโย”

“ฟื้นแล้วหรือเพคะ”

“พี่จีฮโย...แจจุงปวดหัวจัง...” ตากลมหลับลงไปหนึ่งครั้งแล้วเปิดออก “ที่นี่ไม่ใช่ห้องของแจจุงนี่”

“เพคะ เป็นห้องบรรทมของฝ่าบาทเพคะ”

“เอ๋” ใบหน้าหวานเอียงไปทางซ้ายน้อยๆคล้ายสงสัย ก่อนจะคงนึกสิ่งใดได้ ปากอิ่มอ้าเล็กๆและใบหน้าขาวก็ขึ้นสีจัดตามมา

“ทรงเป็นไข้ ฝ่าบาทเป็นห่วงพระองค์มาก ทรงตามหมอหลวงมาตรวจพระองค์ เพิ่งจะกลับไปเมื่อครู่เพคะ ฝ่าบาททรงซักอาการของพระองค์ละเอียดยิบเชียว แต่ก็ไม่ให้หมอหลวงเปิดแม้แต่ชายเสื้อของพระองค์ ได้แต่เพียงจับชีพจรและมองพระอาการอยู่ห่างๆ แต่....แค่ห่างๆก็รู้แล้วล่ะเพคะว่าทรงเป็นไข้เพราะเหตุใด ก็เล่นทรงจัดเสียถ้วนทั่วมิน้อยหน้ากันเสียขนาดนี้” สองประโยคหลังพระพี่เลี้ยงพูดอุบอิบ แต่อุบอิบเสียเพียงใด ใกล้กันเสียเช่นนี้ จะยากอย่างไรที่จะได้ยิน หน้าขาวๆ ตัวขาวๆ จึงยิ่งขึ้นสีจัดมากขึ้นไปอีก

“พี่จีฮโยอ่า พูดอะไรก็ไม่รู้ แจจุงจะกลับห้อง” ตัวขาวแกล้งสะบัดไปอีกทาง ก่อนจะพยุงตัวเองขึ้นนั่งเตรียมลุกหนี ทว่าเพียงแค่เอาแขนเท้าตัวเองเพื่อขยับตัวลุกขึ้นเพียงแค่นั้น ความเจ็บ ‘ตรงนั้น’ และความช้ำไปทั้งตัวก็เรียกร้องประท้วงจนหน้าใสเบ้ “อ๊ะ”

“ในที่สุดนะเพคะ..ในที่สุด...” จีฮโยพูดไปยิ้มไป

“ในที่สุดอะไรพี่จีฮโย” แจจุงรู้สึกถึงน้ำเสียงแปลกๆจากพี่เลี้ยงคนสนิท น้ำเสียงหวานจึงกระชับห้วนเสียจนรู้สึกได้

“ก็...เรื่องนั้นนั่นล่ะเพคะ นานๆทีนี่นา แล้วฝ่าบาทก็..นะ ก็เจ็บหน่อยแหละเพคะ”นางพูดต่อด้วยประกายตาระยิบระยับ

“พี่จีฮโย! นานๆที่ไหนกัน ครั้งแรกต่างหาก อุ๊ปส์!!” มือขาวแทบตระครุบปากอิ่มๆของตัวเองไม่ทัน ตากลมรีบมองพี่เลี้ยงของตน ใจชื้นขึ้นมานิดหน่อย เมื่อเห็นจีฮโยกำลังวุ่นกับการเป่าถ้วยยาควันกรุ่น

แล้วไป...

 

“ฝ่าบาททรงกำชับให้พระองค์เสวยยานี้ให้ได้เมื่อตื่น หมอหลวงบอกว่าจะทำให้ทรงคลายความเจ็บเพคะ”

“พี่นี่ยังไม่เลิกล้อเราอีก เจ็บอะไรเล่า แจจุงไม่ได้เจ็บอะไรสักหน่อย” ปากกลมบ่นอุบ

“ปากเ