บอกแล้วว่าไม่ได้แก้ ไม่ได้อีดิท ไม่ได้รีไรท์ และไม่ได้เขียนไรต่อเลย ดองจ้า

Fiction: จักรพรรดินี

Paring: YunJae (Mpreg, Period, Drama, Fantasy)

By: l-o-o-k-p-a-d

Note: เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ Lizetia สงครามนางสนม และพระชายาแต่อย่างใดนะคะ เพียงแต่อยู่ในซีรี่ย์เดียวกัน

Note2: กรุณาอย่าคาดหวังกับความสนุกเท่าๆเดิม หรือมากกว่าเดิม สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ ทุกอย่างมีสิ่งใหม่ๆเสมอ

Note3: ชื่อฟิคอาจมีการเปลี่ยนแปลง

 

 

 


 

 

 

- มีสารบัญฟิคแล้วนะคะ กด คำว่า Fictions

- ตอนแรกว่าจะไม่ลงแล้ว เพราะลบออกหมดกะว่าจะมาลงทีเดียว เพราะไม่มีพลอต แต่ว่า คิดถึงเพื่อนๆ พี่ๆ ที่อ่านกันมาแต่แรก ก็เลยเอามาลงต่อไป ส่วนคนอื่นๆ ที่เพิ่งมาสนใจ อดทนรออีกนิดนะคะ จะเอามาลงแน่ๆ ทันทีที่แต่งใกล้จบค่ะ

- มี chat box อยู่ด้านข้างแล้วนะคะ ข้างขวาโลดค่ะ

 

 

 

 

 

 

จักรพรรดินี

 

 


 

 

 

 

6

 

 

 

 

 

 

 

 

“มาแต่เช้าเลยชางมิน”


“ถวายพระพรจักรพรรดินีพะย่ะค่ะ”


“บ้าน่า แจจุงก็แจจุงคนเดิมแหละ ลุกขึ้นเถอะ ลุกขึ้นเร็ว”

 


 

ทันทีที่จักรพรรดินีได้รับรายงานจากมหาดเล็กที่มีหน้าที่เฝ้าอยู่ภายนอกว่าใครมาขอเข้าพบในเวลานี้ เขาที่จดจ่ออยู่กับการปลูกบัวในโถใบเล็ก รีบละมือจากการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ หันไปล้างมือในอ่างหยกที่นางกำนัลส่งมาให้อย่างรู้งาน ใบหน้าหวานติดจะสงสัยเล็กน้อยเมื่อคิดว่าเพราะเหตุใดกัน องค์รัชทายาทแห่งแคว้นชิม หรือองค์ชายชางมิน พระอนุชาแห่งองค์จักรพรรดิจึงมาขอเข้าพบเขาเร็วเช่นนี้

 

“เหตุใดจึงมาแต่เช้านักล่ะ” มือขาวผายออกเชื้อเชิญให้องค์รัชทายาทของแคว้นเพื่อนบ้านที่มีรูปร่างสูงสง่านั่งลงยังโต๊ะหินอ่อนที่ตั้งไว้ในเก๋งกลางสวนสวย


“ถ้าข้าบอกว่า..เพราะคิดถึงเจ้าจนทนไม่ไหวล่ะ” องค์ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ โดยดวงตาคู่นั้นไม่ละจากไปไหนนอกจากมองดวงหน้าใสกระจ่าง


“ข้าก็จะบอกว่า..ไม่เชื่อ” ปากอิ่มปล่อยเสียงใส ขณะที่มือง่วนกับการรินชาหอม


“เชื่อหน่อยสิ เสด็จลุงขอข้าจากเสด็จพ่อเมื่อสิบปีก่อน ข้าก็ไม่ได้เจอเจ้าอีกเลยนะ จะไม่ให้ข้าคิดถึงเจ้าบ้างเลยเหรอ ข้าคิดถึงเจ้าจนจะตายอยู่แล้ว” ใบหน้าหล่อเหลางอลงเล็กน้อยได้น่ารักน่าชัง


“งั้นเจ้าก็ตายเสียเถอะชางมิน” จักรพรรดินีแสนน่ารักค้อนเบาๆ


“จักรพรรดินีนี่ใจร้ายจัง จะปล่อยให้ข้าคิดถึงเจ้าไปถึงไหนกัน”


“แล้วที่นั่งตรงหน้าเจ้าตรงนี้ไม่ใช่ข้าเหรอ หยุดคิดถึงได้แล้วกระมัง หืม” ปากอิ่มยิ้มน้อยๆ มือขาวยกจอกชาหอมกรุ่นยื่นส่งให้


“ก็ได้ หากข้าได้นั่งมองเจ้าสักหนึ่งวันเต็มล่ะก็นะ..” องค์ชายผู้สูงศักดิ์ตอบด้วยสายพระเนตรแวววับ “ขอมองจนตัวเจ้าพรุนสักหน่อย จักได้หายคิดถึง”


“ต้องขนาดนั้นเชียวเหรอ เอาสิ ถ้าเจ้าไม่เบื่อเสียก่อนนะ”


“งั้นข้าเบื่อดีกว่า ฮ่าๆ” ใบหน้าคมเข้มปล่อยเสียงหัวเราะ เมื่อเห็นคนที่ตนบ่นคิดถึงแกล้งทำหน้ายู่ให้เขาเบื่อ แล้วจึงจะตรัสต่อระเรื่อย... “เจ้ารู้หรือไม่ก่อนข้ามาที่นี่ ข้าไปที่ไหนมา...”

 




 

.

.

.

 

 

 

“ว๊ายตาย ฮวายอง เจ้าเห็นเหมือนที่ข้าเห็นรึไม่” ร่างงามอรชรในชุดสีฟ้าสดประดับมุกและเพชรน้ำงามที่ทรงผมเกล้าสวย แสร้งตกใจกับภาพในสวนที่อยู่เบื้องหน้า ดวงตาโตที่กรีดด้วยสีเข้มให้ดูน่ามองเป็นประกายวาว พระสนมผู้มีศักดิ์สูงผู้นี้ออกจากตำหนักของตนแต่เช้าเพื่อมาขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทระหว่างทางที่จะทรงพระดำเนินไปออกว่าราชการ


“ข้าไม่คิดเลยนะเนี่ย หึหึ ตอนแรกข้าก็กังวลอยู่ว่าข้าออกมาสายเช่นนี้อาจไม่ทันฝ่าบาท แหม... ไม่ทันจริงๆด้วยสิ แต่ก็... ไม่คิดว่าจะเห็นอะไรดีๆเช่นนี้ เจ้าว่าไหมฮวายอง”

 

ภาพคนสองคนในชุดหรูหราเหมาะแก่ฐานะภายในเก๋งสีแดงดูเจิดจ้าท่ามกลางสีเขียวแห่งต้นไม้และเหล่าผี้เสื้อที่มาดอมดมดอกไม้ที่บานสะพรั่ง ภาพของรอยยิ้มที่ส่งให้กันและเสียงหัวเราะที่แทรกระหว่างการสนทนา ชวนทำให้ใจที่มีความริษยาอยู่ในตัวลิงโลด แผนการใหม่ๆใดๆ ต่างล้นเข้าอยู่ในหัว

 

 

มิเสียแรงที่แม้สายเพียงนี้ข้ายังออกมาเฝ้ารอฝ่าบาทสินะ

 

 

 

“หากฝ่าบาททรงทราบ จักรพรรดินีผู้นี้คงกลายเป็นอดีตเป็นแน่ อ๊า...แย่จัง ตำหนักเย็นอีกหลังจะไม่ว่างอีกแล้วหรือนี่” ผ้าเช็ดหน้าบางสีฟ้าอ่อนถูกยกมาปิดปากขณะที่นางกำลังขำขัน


“ไม่คิดเลยว่าทั้งสองคนจะ ‘ลึกซึ้ง’ ปานนี้ ที่เห็นเมื่อวาน ข้าว่าฝ่าบาทก็ฉุนจัดแล้วนะ ที่จู่ๆน้องชายตนมารับเมียตนขึ้นไปนั่งเสียได้ ไม่คิดว่าพอรุ่งเช้า จะได้เห็นมากกว่านั้นเสียอีก อ๊า... น้องชายมาหาพี่สะใภ้ถึงตำหนักพี่ชายตั้งแต่เช้าตรู่ และอยู่ด้วยกันในสวนสวยสองต่อสอง”


“ตายๆ ข้าอุตส่าห์คิดว่าสองคนนี้เขาอาจจะเป็นไมตรีทางการทูตนะ เมื่อวานน่ะ แต่ว่า... ภาพเช่นนี้ จะทำให้ข้าคิดอย่างใดได้อีก หื้ม ฮวายอง” ผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าถูกคลี่ออกกว้างและดึงขึงปิดครึ่งหน้า ราวกับอับอายแทนเสียเต็มที


“บัดสีจริง องค์จักรพรรดินีผู้สูงศักดิ์คบชู้ อ๊า.. ดูสิมีส่งของให้กันอย่างมือถึงมือเสียด้วย”


“ตายแล้ว.. ข้าจะทำอย่างใดดีหนอ.” ใบหน้าสวยแสร้งถอนหายใจยาว คล้ายจะปลงตก


“อา..คงต้องช่วยปิดข่าวให้..กระจาย..ดีหรือไม่ เจ้า...มีเพื่อนเป็นนางกำนัลมหาดเล็กไม่น้อยมิใช่รึ จะเป็นอย่างไรไป หากวันนี้เพื่อนๆของเจ้า และตัวเจ้า จะมาเที่ยวชม หรือผ่านสวนนี้พลางพูดคุย”


“ในเมื่อกองฟืนกองถ่านมาพร้อมเช่นนี้แล้ว เหตุใดข้าและพวกเจ้าจะไม่สุมไฟให้มันหวนกระพือล่ะ อา...ช่างดีอะไรเช่นนี้”


“เอาล่ะ จะอยู่ทำไม ฮวายอง.. เจ้าไปชวนเพื่อนเจ้าเร็วเข้า!” เสียงใสพูดออกมาดั่งโพธิสัตว์ผู้เมตตา

 

 


 

.

.


.

 


 

 


จนบ่ายชางมินจึงลากลับไป แจจุงรู้สึกเหงาขึ้นมาเล็กน้อยเพราะรู้สึกดีไม่น้อยเลยที่ได้คนรู้ใจมาอยู่ใกล้ชิด รอยยิ้มและเสียงหัวเราะผุดขึ้นมากในวันนี้ และปากกลมก็คลี่ยิ้มอีกครั้งเมื่อคิดถึงคำพูดจากชางมิน เมื่อกลางวันที่เขาทั้งสองร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน

 

 

“เจ้าเกือบอ้วนไปนะแจจุง อย่างกับข้ากำลังกินข้าวอยู่กับพี่จุนซูแน่ะ รายนั้นตอนนี้เข้าขั้นอวบระยะสุดท้าย พี่ของเจ้าท่าจะเลี้ยงดูพี่จุนซูราวขุนลูกหมู!”

 

 

 

 เจ้าของใบหน้าใสหลุดขำอีกครั้งเมื่อคิดถึงประโยคนี้ ก่อนตากลมจะก้มลงมองร่างกายตนเอง

 

 

ขุนลูกหมูหรือ...


ป่านนี้จุนซูและท่านพี่จะเป็นเช่นใดบ้างนะ


ขุนลูกหมู...

 


 

“พี่จีฮโย แจจุงอ้วนหรือไม่” จักรพรรดินีผู้เพริศแพร้วหันไปขอความเห็นจากพระพี่เลี้ยง “แจจุงว่า แจจุงไม่ได้อ้วนเสียหน่อย แค่เร็วๆนี้รู้สึกอยากอาหารและเอร็ดอร่อยกับทุกสิ่งที่ได้ลิ้มรสเท่านั้นเอง”


“เพคะ ไม่ได้อ้วนเพคะ แค่มีน้ำมีนวลขึ้นกว่าแต่ก่อนเท่านั้น ก่อนนี้พระองค์ผอมแทบจะปลิวไปตามลม ทรงเสวยได้เยอะเช่นนี้ดีแล้วเพคะ”


“นั่นน่ะสิ ชางมินเนี่ย แย่จริง” ใบหน้าขาวนวลย่นจมูกรั้นเล็กน้อยอย่างฉุนๆ แล้วหยิบผลองุ่นแห้งในโถกระเบื้องที่อยู่ไม่ไกลเข้าปาก “ก็แค่กินมากขึ้นเท่านั้น คนอยากอาหารจะมาอดเพื่อสิ่งใดกัน” บ่นอู้อี้สักพัก แล้วมือขาวก็สะบัดพู่กันที่ค้างอยู่ลงบนแผ่นผ้าขาวที่ขึงตึงตรงหน้า เป็นภาพแห่งฤดูใบไม้ผลิที่หอมกรุ่นในอุทยานหลวง

 

แต่มินาน หลังจากนั้น.. มหาดเล็กในชุดแพรเขียวก็เดินอย่างรวดเร็วเข้ามาโค้งกายลงต่ำรายงาน


 

 

 

“พระสนมฮยอนซอง และพระสนมมิยองขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ”

 

 

โถงรับรองกว้างทางปีกซ้ายของตำหนักใหญ่มีพระสนมผู้งดงามสองคนยืนรอองค์ผู้เป็นรองเพียงจักรพรรดิอยู่เงียบๆ สายตาของทั้งสองมองไปยังความโอ่โถงของห้องรับรองและทั้งเครื่องตกแต่ง แน่นอนว่าพวกนางไม่เคยเข้ามาถึงส่วนนี้ เพราะโดยปกติแล้ว มีเพียงโอกาสในการถวายงานยามค่ำคืนเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงส่วนในได้ ซึ่งก็คือห้องบรรทม หรือหากจะมาเข้าเฝ้านอกเหนือหมายกำหนด ก็ได้เพียงส่วนของห้องโถงรับรองส่วนหนาอันเป็นส่วนกลางเท่านั้น


ดวงตาสองคู่มองการตกแต่งรายรอบ มันบ่งบอกถึงความอ่อนหวาน หาใช่เข้มแข็งดั่งห้องบรรทมหรือโถงหน้าที่เคยผ่านพบ มันมิแปลได้เลยหรือว่า ส่วนปีกซ้ายนี้ เป็นส่วนที่องค์จักรพรรดิมอบให้จักรพรรดินีที่กำลัง ‘ขึ้น’ ของพระองค์


 

“มาหาเรามีอะไรหรือ” ร่างงดงามในชุดสีอ่อนก้าวออกมาจากด้านหลัง ท่วงท่าเดินดูสง่าแฝงความมั่นใจ ปากอิ่มยิ้มออกเล็กน้อยเพื่อทักทายเช่นที่เคยกระทำมาตลอด


“ถวายพระพรเพคะ” / “ถวายพระพรพะย่ะค่ะ” พระสนมทั้งสองย่อกายลงเล็กน้อย ก่อนยืดคลายโดยมิต้องร้องข

“นั่งสิ” มือขาวที่นิ้วโป้งสวยสวมแหวนหยกผายมือออกยังตั้งบุนวมที่ตั้งเข้าฉากกันด้านมุมหนึ่งของห้อง

 

 

ทว่า แม้ตั่งบุนวมจะตั้งติดเคียงกันมีความคล้ายกันและกัน แต่ลักษณะที่ตกแต่งก็ระบุได้ชัดถึงเครื่องยศของผู้นั่ง หรือหมายถึงผู้เป็นแขก หรือผู้เป็นเจ้าของ ตั่งมุมหนึ่งที่มองออกยังฝั่งนอกปีกซ้ายบุนวมนุ่มทั้งมีเขนยให้วางแขน แต่กับอีกด้านนั้นเป็นบุนวมนุ่มธรรมดา หากกึ่งกลางของตั่งทั้งสองนั้นจะวางด้วยโต๊ะเตี้ยเพื่อคั่นให้แต่ละตั่งนั้นนั่งได้สองคนและทั้งเป็นที่วางโถขนม ปั้นชา ดอกไม้ หรือของจุกจิก


เรือนร่างหอมกรุ่นออกเดินนำไปยังมุมนั้น กายนิ่มในชุดสีอ่อนนั่งประจำที่ของตน ก่อนชี้ชวนให้พระสนมอีกสองนางลงนั่งในตั้งที่ตั้งเป็นมุมฉากอีกข้างหนึ่ง


พระสนมฮยอนซองย่อกายเล็กน้อยก่อนลงนั่งในที่ตน หากกับอีกพระสนม..


 

พระสนมในชุดกระโปรงสีฟ้าเดินเชิดคอระหงผ่านมายังจุดเคียงข้างองค์จักรพรรดินี ก่อนทิ้งตัวลงนั่งในตั่งตัวเดียวกัน


ใบหน้าสวยหวานของจักรพรรดินีมองตามนิ่ง จมูกโด่งสวยที่ฝ่าบาทมีความสุขนักหนาที่จะเอานาสิกโด่งของตนมาเคล้าคลอหยอกล้อพ่นลมออกหนัก


 

“หม่อมฉันนั่งตรงนี้ คงมิว่าอะไรนะเพคะ”

“....”


“หม่อมฉันเองก็ไม่ได้มีธุระอะไรกับพระองค์ เพียงแค่พาฮยอนซองเขามาเท่านั้น ดังนั้